Category: พรีเมียร์ลีก

เลวานดอฟสกี้ ชี้ ยังไม่คิดเรื่องอนาคต ลั่นขอดูผลงานของตัวเองก่อน

เลวานดอฟสกี้

เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandowski) ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูของ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก บุนเดสลิกา เยอรมัน ออกมาเปิดใจถึงเรื่องอนาคตการค้าแข้งของตัวเองกับต้นสังกัด หลังดาวเตะวัย 32 ปีระเบิดฟอร์มซัดประตูเป็นว่าเล่นตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วลากยาวมาถึงฤดูกาลนี้

ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า ยังไม่สามารถบอกอะไรไม่ได้เกี่ยวกับอนาคต แต่จะขอดูผลงานของตัวเองต่อจากนี้ก่อน แล้วจึงตัดสินใจอีกทีหนึ่ง

เลวานดอฟสกี้ เหลือสัญญากับ “เสือใต้” ถึงปี 2023

เลวานดอฟสกี้

            เลวานดอฟสกี้ กองหน้าร่างยักษ์ของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งในถิ่น อัลลิอันซ์อาเรนา เมื่อปี 2014  โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ฤดูกาลที่ลงสนามรับใช้ต้นสังกัด ไม่มีฤดูกาลไหนเลยที่สตาร์ชาวโปแลนด์ยิงได้น้อยกว่า 25 ประตูจากทุกรายการ

โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่ง เลวานดอฟสกี้ ระเบิดฟอร์มอันสุดยอดด้วยการซัดไปคนเดียวถึง 55 ประตู จากการลงเล่น 47 นัดรวมทุกรายการ  อยางไรก็ตาม ด้วยวัย 32 ปี แถมดาวเตะทีมชาติโปแลนด์ยังเหลือสัญญากับต้นสังกัดถึงปี 2023

เลวานดอฟสกี้

เท่ากับว่า เลวานดอฟสกี้ จะหมดสัญญาในถิ่น อัลลิอันซ์อาเรนา เมื่ออายุ 34 ปี ซึ่งถือเป็นสุดเวลาท้าย ๆ ของอาชีพค้าแข้งแล้วก็ว่าได้  ทำให้อนาคตของเจ้าตัวกับทีม “เสือใต้” ยังคงเป็นคำถามที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ  โดยล่าสุด เลวานดอฟสกี้ ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวว่า ตอนนี้ตนยังไม่สามารถฟันธงอะไรเกี่ยวกับอนาคตได้ แต่จะขอดูผลงานของตัวเองต่อจากนี้ไปก่อน

นอกจากนี้ เลวานดอฟสกี้ ยังเผยว่า “ผมเหลือสัญญาจนถึงปี 2023

เลวานดอฟสกี้

และผมก็ไม่เคยคิดเรื่องหลังจากนั้นเลยว่าต้องทำยังไงต่อ แต่ผมคิดว่ามันยังเหลือเวลาอีกเยอะให้คิด ผมรู้ตัวดีว่ายังเล่นในระดับสูงได้อีกนาน”

สำหรับ เลวานดอฟสกี้ ย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค เมื่อปี 2014 ลงสนามรับใช้ต้นสังกัดไปแล้ว 301 นัด ทำได้ 259 ประตูจากทุกรายการ

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ทีมหงส์แดง แรงไม่ตกชนะจิ้งจอกยาม 3-0

ทีมหงส์แดง

เก็บได้อีก 3 แต้มสำหรับ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ทำให้มี 20คะแนนจากการลงสนาม 9 นัด มีคะแนนเท่ากับทีมจ่าฝูงทีมไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์  แต่เป็นรองแค่ผลต่างประตูได้เสีย  เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล

ทีมแชมป์เก่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดถิ่นแอนฟิลด์ สอยทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ไป3-0 แม้ว่านัดนี้ทีมหงส์แดงจะมีสภาพกลายเป็นทีมหงส์พิการเพราะขาดผู้เล่นตัวหลักไปหลายคนด้วยกัน

ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล  ลูกทีมของเยอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมันลงสนามในนัดนี้

ทีมหงส์แดง

ใช้ระบบการเล่นแบบเกมนี้ในระบบ 4-3-3 ผู้รักษาประตูใช้อลิซง เบคเกอร์ แผงหลัง 3 คนใช้มิลเนอร์ ลงเล่นในเป็นแบ็คขวา กองหลังตัวกลางเป็นฟาบินโญ่ยืนคู่กับมาติป และ โรเบิร์ตสัน ยืนแบ็คซ้าย  กองกลาง 3 คน เกอิต้า,โจนส์,และไวจ์นัลดุม  

สำหรับ 3 แนวรุกเปลี่ยนเป็น มาเน่,ฟิร์มิโน่และโชต้า  ส่วนทีมจิ้งจอกสยาม ใช้ระบบ 3-4-2-1 ชไมเคิล ลงเฝ้าเสา แนวรับ 3 คน เป็นฟุคส์,อีแวนส์,และโฟฟาน่า กองกลางใช้ 4 ตัวได้แก่ จัสติน,เมนดี้,ทีเลอมองส์ และอัลไบรท์ตัน กองหน้าให้ เจมี่ วาร์ดี้

ทีมหงส์แดง

ยืนค้ำหน้าและให้บาร์นส์และแมดดิสันคอยช่วยอยู่ด้านหลังวาร์ดี้ ผลการแข่งขันออกเป็นใจให้ทาง

ทีมหงส์แดงชนะไปอย่างง่ายดาย 3-0 โดยได้ประตูจากจอนนี่ อีแวนส์ กองหลังทีมเยือนโหม่งเข้าประตูตัวเองในนาทีที่ 21 ก่อนที่ทีมหงส์แดงจะมายิงเองเพิ่มอีก 2 ประตู

จากโชต้า ยิงในนาทีที่ 41 เป็นการทำสถิติใหม่ยิงได้ 4 นัดติดในสนามแอนฟิลด์ และปิดท้ายด้วย ฟิร์มิโน่ โขกปิดท้ายในนาที 86 

ทีมหงส์แดง

ทำให้ทีมหงส์แดงทำสถิติต่อไปด้วยการไม่แพ้ในแอนฟิลด์ถึง 64 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้วแถมยังชนะถึง 53 เกม แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ นาบี เกอิต้า ดันมาเจ็บเพิ่มอีกคน งานนี้ทีมหงส์แดงต้องเช็คอาการต่อไป ว่าจะเจ็บนานแค่ไหน แฟนบอลทีมหงส์แดง คงต้องลุ้นกันนัดต่อนัดไม่เพียงว่าทีมจะชนะไหมแต่ต้องลุ้นกันว่าจะมีใครเจ็บเพิ่มอีกไหม 

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ปีศาจแดง หวังประเดิมชัยในซีซั่นนี้

ปีศาจแดง

ปีศาจแดง เชื่อเหลือเกินว่าบรรดาแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทั่วทุกมุมโลกคงแทบอยากไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าปีศาจแด ยังสะกดคำว่า “ชัยชนะ” ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดไม่ได้เลยในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษฤดูกาลนี้  ทั้งที่ก่อนหน้านี้สังเวียนแข้งแห่งนี้ถือเป็นนรกของทีมเยือนที่ต้องแทบมาสังเวยสามแต้มให้ทีมปีศาจแดงมาตลอด  แต่ตอนนี้จากที่มีฉายาว่า “โรงละครแห่งความฝัน” ดันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็น “เวทีตลก” ไปเสียแล้ว

แมนฯยูฯเปิดฉากฤดูกาล 2020 – 2021 ด้วยความหวังจากเหล่าสาวก ปีศาจแดง มี่ที่จะได้เห็นทีมในดวงใจ

ปีศาจแดง

เปิดรังไล่ต้อนคริสตัล พาเลซเอาฤกษ์เอาชัย  แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นความอัปยศเมื่อกล้า ๆ พังคารังให้ต่อทีมปราสาทเรือนแก้วชนิดที่หักปากกาเซียนทุกสำนักไปด้วยสกอร์ 1-3 เท่านั้นยังไม่พอเมื่อลูกทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาทำเรื่องงามไส้แทบแทรกแผ่นดินหนีด้วยการโดนสเปอร์สบุกมายำใหญ่อย่างไร้ความปราณีไปอีก 1-6 ก่อนที่ปีศาจแดงจะทำได้แค่แบ่งแต้มกับเชลซีไปแบบจืดชืดไร้สกอร์  และตบท้ายด้วยการถูกอาร์เซน่อลบุกมาลูบคมไป 0-1 เท่ากับว่าผ่านสมรภูมิในบ้านไปแล้ว 4 นัดปีศาจแดงเพิ่งจะเก็บไปได้เพียงแต้มเดียวเท่านั้นเอง

ปีศาจแดง

               นอกจากนี้ ณ บัดนาวปีศาจแดงยังได้ครองสถิติที่น่าอดสูด้วยการเสียประตูในถิ่นของตัวเองบานตะไทปาไป 10 ลูกเข้าไปแล้ว  ซึ่งงานนี้เล่นเอานายทวารมือหนึ่งทีมชาติสเปนอย่างดาบิด เดเคอาต้องหลังยอกไม่น้อยจากการก้มลงเก็บลูกจากตาข่ายฝ่ายของตัวเองจนชาชิน

               อย่างไรก็ดีปีศาจแดงมีโอกาสทองที่จะประเดิมชัยในรังได้เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้เมื่อจะรอรับการมาเยือนของเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีคืนวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2563 แต่ว่าในทางกลับกันนั้นพลพรรคปีศาจแดงก็ต้องเสียวหลังไม่น้อยเลยทีเดียว  หลังจากที่ “เดอะ แบ็กกี้ส์” สามารถบุกมาปล้นชัยไปจากโรงละครแห่งความฝันไปได้ถึง 3 จาก 5 ครั้งหลังสุด  และแผลล่าสุดก็มาจากการฝากรอยแค้นเอาไว้ที่นี่เมื่อเดือนเมษายน 2018

ปีศาจแดง

นอกจากนี้เวสต์บรอมวิชยังออกสตาร์ทซีซั่นนี้ได้ดีเลยทีเดียวจากการที่ติด 1 ใน 3 ทีมที่ยังไม่โดนเจาะตาข่ายในช่วง 15 นาทีแรก  ซึ่งสถิตินี้ต่างจากปีศาจแดงราวฟ้ากับดิน  เมื่อแมนฯยูฯตีคู่มากับแอสตัน วิลล่าและอาร์เซน่อลในการที่เป็นทีมที่โดนเบิกสกอร์ในช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วถึง 4 ดอก ซึ่งยังดีที่ว่าเจ้าของสถิติที่ไม่น่าจดจำนี้เป็นของทีมน้องใหม่หน้าเก่าอย่างฟูแล่มที่โดนรัวไป 5 เม็ดแล้ว

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ไปถามหมอ! เป๊ป ตอกกลับบทสัมภาษณ์ของ มูรินโญ

เป๊ป

นายใหญ่ของทัพ “เรือใบสีฟ้า” อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้ออกมาตอบบทสัมภาษณ์ของ กุนซือ “ไก่เดือยทอง” โชเซ มูรินโญ ที่หาว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กดดันทีมชาติอังกฤษ ให้ปล่อยตัว ราฮีม สเตอร์ลิง กลับมาที่สโมสร

ล่าสุดได้มีรายงานว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก

เป๊ป

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ออกมาตอกกลับบทสัมภาษณ์ของ โชเซ มูรินโญ นายใหญ่ของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่แซะว่า “เรือใบสีฟ้า” ได้ไปกดดันทางทีมชาติอังกฤษ ให้ปล่อยตัว ราฮีม สเตอร์ลิง กลับมาที่สโมสร เพื่อที่จะทำให้นักเตะฟิตลงสนาม ในเกมที่ต้องพบกับ สเปอร์ส

โดยสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว เกิดจากเรื่องที่ โชเซ มูรินโญ ได้ไปให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่บอกว่ามีบางสโมสรไม่อยากให้นักเตะไปเล่นทีมชาติ

เป๊ป

“เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เห็นเรื่องของ แกเร็ธ เซาธ์เกต และผมคิดว่าผมเข้าใจไม่ผิดนะ เขาได้พยายามที่จะพูดว่า ในตอนนี้มีสโมสรและโค้ชบางคน ได้กดดันนักเตะว่าไม่ต้องไปเล่นทีมชาติ เขารู้สึกว่าบางทีเขาต้องต่อสายตรงไปหาโค้ช เพื่อบอกว่าอย่าให้อารมณ์ตัดสินปัญหา และอย่าทำให้เรื่องนี้มันลำบากมากขึ้น” มูรินโญ กล่าว

“แน่นอน ผมอยากจะให้ เซาธ์เก็ต พูดออกมาเลย ว่าเป็นใคร ผมอยากให้เขาพูดมาเลยว่า ผู้จัดการทีมคนไหนที่บอกนักเตะว่าไม่ต้องไปเล่นทีมชาติ ผมอยากให้เขาพูดออกมาให้หมด”

“ผมคิดว่าทุกคนรู้ดีอยู่แล้วนะ ว่า สเตอร์ลิง จะได้ลงสนามในเกมที่จะเจอกับเรา ส่วน เอริค ดายเออร์ ที่ต้องถอนตัวออกจากแคมป์ทีมชาติเมื่อเดือนที่แล้ว เขาไม่ได้ลงสนามให้เราเลย เขาพักอยู่หลายสัปดาห์ แต่ สเตอร์ลิง เขาจะได้ลงสนามพบกับเรา”

เป๊ป

และจากบทสัมภาษณ์ของ มูรินโญ ทำให้ กวาร์ดิโอลา หัวเสียเป็นอย่างมาก ที่เขาบอกเป็นนัย ๆ ว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา คือคนที่ เซาธ์เก็ตพูดถึง

” ผมคิดว่า มูรินโญ ต้องไปคุยกับหมอของทีมชาติอังกฤษนะ และหมอของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วย”กล่าว

“เรื่องแบบนี้เขาต้องไปคุยกับ หมอ เว้นแต่เขาจะเป็น หมอ ซะเอง “

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

เจอร์เก้น คล็อปป์ บอก ลิเวอร์พูล ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อนักเตะเพิ่มใหม่ตนปีหน้า

ลิเวอร์พูล

ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ถือเป็นทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดแล้วในการแข่งขันฟุตบอล 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยการแข่งขันอันเก่งกาจจนทำให้สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าแชม์เปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2018-2019 และแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

แบบทิ้งห่างอันดับ 2 ได้มากถึง 18 คะแนน ในฤดูกาล 2019-2020 ซึ่งสิ่งที่คนในวงการฟุตบอลยกย่องว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จนั้นก็คือ กองหลังที่มากความสามารถโดยเฉพาะ เฟอร์กิล ฟานไดค์ นักเตะยอดเยี่ยมของยูฟ่า 2019

ลิเวอร์พูล กลุ้มใจหนักนักเตะกองหลังบาดเจ็บหนักหลายคน

ลิเวอร์พูล


ลิเวอร์พูลถือว่าทำผลงานการแข่งขันได้ยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ในฤดูกาลปัจจุบันทำท่าจะแย่ลงเป็นอย่างมากเนื่องจากหลังจากเปิดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกมาได้ไม่ถึง 10 นัด 

ลิเวอร์พูล

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ นักเตะกองหลังคนสำคัญของทีมก็ดังเกิดอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นหัวเข่า ต้องเข้ารับการผ่าตัด และนอนรักษาตัวยาวนานไปทั้งฤดูกาล และเท่านี้ยังไม่พอเขา ห่างกันไม่กี่เกมลิเวอร์พูลก็ยังเสีย โจ โกเมซ ที่บาดเจ็บไปอีกคน ทำให้พวกเขาตกเป็นข่าวว่า จำเป็นต้องซื้อตัวนักเตะใหม่เข้ามาในช่วง มกราคม ปีหน้ามาเสริมทัพอย่างเร่งด่วนแทนนักเตะคนสำคัญที่เสียไป

โดยนักเตะที่ตกเป็นข่าวก็มี ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, โอซาน คาบัค และยังมี คาลิดู คูลิบาลี่ ที่มีข่าวกับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีมได้ออกมาให้ข่าวสรุปได้ว่า ทางทีมหงส์แดงยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับตลาดนักเตะเปิดในเดือน มกราคม 2021 ลิเวอร์พูลมองหาการเสริมทัพ เดือน มกราคม อยู่เหมือนกัน

ลิเวอร์พูล

แต่ก็ดูตามสถานการณ์ไปก่อน ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าเราอาจได้นักเตะกองกลางที่เล่นเกมรับได้หายเจ็บกลับคืนมา และนักเตะดาวรุ่งในทีมเราก็เก่ง ๆ มากประสบการณ์หลายคนพร้อมมาทำหน้าที่นี้

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ไวจ์นัลดุม ลุ้นอยู่ต่อ หลัง “หงส์แดง” ยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้พิจารณาแล้ว

ไวจ์นัลดุม

ไวจ์นัลดุม (Georginio Wijnaldum) มิดฟิลด์จอมแกร่งของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงเรื่องการย้ายทีมกับ บาร์เซโลนา ยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยมีกระแสข่าวว่า “โรนัลด์ คูมัน” กุนซือคนใหม่ของเจ้าบุญทุ่มกระสันอยากได้ตัวอดีตลูกทีมอัศวินสีส้มมาร่วมงานกันอีกครั้งยังถิ่น คัมป์นู

แต่เนื่องจากสถานะทางการเงินของทัพ “อาซูลกราน่”า” ไม่อำนวย ทำให้ ยังคงค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ มาจนถึงตอนนี้  แถมล่าสุด สื่อดังแดนมักกะโรนียังออกมาเปิดเผยว่า ลิเวอร์พูล ได้เสนอสัญญาฉบับใหม่ 3 ปี พร้อมอัพค่าเหนื่อยให้ดาวเตะวัย 30 ปี พิจารณาเรียบร้อยแล้ว

ไวจ์นัลดุม อาจได้รับสัญญา 3+1 ปี พร้อมค่าเหนื่อยทะลุ 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ไวจ์นัลดุม

            ตามการรายงานของ กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อกีฬาชื่อดังของอิตาลี ระบุว่า ลิเวอร์พูล เสนอสัญญาฉบับใหม่ให้ มิดฟิลด์คนสำคัญของทีมพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์จะได้รับสัญญายาว 3 ปี บวกออปชั่นอีก 1 ปี พร้อมอัพค่าเหนื่อยจากเดิมที่ได้รับอยู่ที่ 75,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เป็น 115,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ 

ไวจ์นัลดุม

โดยก่อนหน้านี้ ที่เหลือสัญญากับต้นสังกัดถึงแค่ปี 2021 มีข่าวพัวพันกับทั้ง บาร์เซโลนา และ อินเตอร์ มิลาน  โดยเฉพาะทาง “เจ้าบุญทุ่ม” ที่ตัวกุนซือคนใหม่อย่าง “โรนัลด์ คูมัน” แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการตัวอดีตลูกทีมคนโปรดแห่งทัพอัศวินสีส้มมาร่วมงานอีกครั้งยังถิ่น

คัมป์นู ถึงขนาดมีกระแสข่าวว่า กุนซือชาวดัตช์เคยยุไม่ให้ ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อที่ทัพ “อาซูลกราน่า” จะได้ไปสู่ขอดาวเตะวัย 30 ปีได้แบบไม่ต้องเสียสินสอดมากนัก

            อย่างไรก็ตาม กัลโช่แมร์คาโต้ ยังระบุว่า แม้สัญญาฉบับใหม่ที่ “หงส์แดง” ยื่นให้ จะเป็นสัญญาระยะยาวแถมยังอัพค่าเหนื่อยให้เท่ากับมิดฟิลด์รายอื่นของทีม แต่ดูเหมือนทางแข้งชาวดัตช์จะยังไม่ค่อยพอใจข้อเสนอที่ได้รับเท่าไหร่นัก

ไวจ์นัลดุม

เนื่องจาก ยืนกรานมาตลอดว่าต้องการสัญญาอย่างน้อย 4 ปี ซึ่งทางบอร์ดบริหารของ ลิเวอร์พูล ก็ยืนกรานเช่นกันว่า ให้มากที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้วและจะไม่ให้มากไปกว่านี้  ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายยังเจรจากันไม่ได้ก่อนถึงเดือนแรกของปี 2021ก็จะกลายเป็นแข้งฟรีเอเย่นต์ สามารถย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัว

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

มูรินโญ่กับฉายาใหม่ เมื่อไม่ใช่ สเปเชี่ยล วัน อีกต่อไปแล้ว

สเปเชี่ยล วัน

หลังจากคำพูดยกย่องตัวเองว่าเป็น “สเปเชี่ยล วัน” ของมูรินโญ่  ในวันที่เซ็นสัญญาคุมทีมเชลซีเมื่อปี 2004 นักข่าวและแฟนบอลก็เรียกกุนซือโปรตุเกสด้วยฉายานี้มาตลอด

แน่นอนว่ามูรินโญ่ทำผลงานได้สมฉายาอย่างมาก เขาพาเชลซีขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของเกาะอังกฤษได้อย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่คุมทีมให้เสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช แต่หลังผ่านไป 4 ปี จากการมีปัญหาในเรื่องผลงานที่ไม่ดีพอในสายตาของเจ้าของเงินทุนสโมสร มูรินโญ่กับอับราโมวิชและเชลซีก็ถึงทางตัน ก่อนที่เขาจะย้ายไปคุมอินเตอร์ มิลาน ต่อด้วยเรอัล มาดริด

ผลงานคุมทีมของมูรินโญ่ที่อินเตอร์ มิลานก็ยังคงทำให้ สเปเชี่ยล วัน ยังคงอยู่ต่อไป

สเปเชี่ยล วัน

การพาอินเตอร์คว้าสคูเด็ดโต้ แต่การคุมทีมและวิธีการแสดงออกสู่สาธารณะ ซึ่งทุกคนลงความเห็นว่าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทำให้มูรินโญ่มีปัญหากับแฟนบอลและคนในวงการฟุตบอลอิตาลีพอสมควร บวกกับข่าวการเป็นตัวเต็งที่จะเข้าไปคุมทีมแทนเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้มูรินโญ่เริ่มมีข่าวว่าจะลาทีมอินเตอร์ มิลาน

แต่ว่ากลายเป็นเรอัล มาดริดที่บรรลุข้อตกลงคว้ามูรินโญ่ไปคุมทีม ด้วยเงื่อนไขเดียวที่ว่า “คุณจะเป็นโค้ชระดับท็อปได้ยังไงถ้าใบประวัติคุมทีมของคุณ ไม่มีชื่อทีมอย่างเรอัล มาดริด”

มูรินโญ่ยังคงเป็น สเปเชี่ยล วัน สมชื่อ เมื่อสามารถพาเรอัล มาดริดกลับมาทวงความยิ่งใหญ่เหนือบาร์เซโลน่าที่ครองอยู่ก่อนหน้านั้นได้ และเหนืออื่นใด กุนซือชาวโปรตุเกสจารึกชื่อไว้ว่าเป็นโค้ชคนแรกที่คว้าทุกแชมป์ในประเทศของลีกระดับท็อปยุโรปได้ ไม่ว่าจะในสเปน อิตาลี อังกฤษ และโปรตุเกส

สเปเชี่ยล วัน

         ทว่ามนต์ขลังของมูรินโญ่เริ่มเสื่อมลง เมื่อเจ้าตัวตัดสินใจย้ายกลับมาอังกฤษและรับงานคุมเชลซีและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง หลังจากนั้นผลงานของมูรินโญ่กับเชลซีก็ดูดร็อปลงแบบคนละเรื่อง ก่อนจะแยกทางกับสโมสรในเวลาต่อมา ถึงอย่างนั่นความเป็น สเปเชี่ยล วัน ของมูรินโญ่ก็ยังพอมี เมื่อสามารถไปคุมแมนฯ​ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์บอลถ้วยลีกคัพและยูโรป้า ลีกได้ กลายเป็นกุนซือที่ชนะถ้วยยุโรปทุกรายการในปี 2017

สเปเชี่ยล วัน

         การที่แมนฯ ยูไนเต็ดยังดูห่างไกลจากการกลับมาเป็นทีมที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก และฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ทำให้เขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งแรกในชีวิตการคุมสโมสรในเดือนธันวาคม 2018 จนเวลาผ่านไปอีกเกือบ 1 ปี มูรินโญ่ว่างงานจนได้รับสัญญาให้กลับมาคุมสเปอร์ ที่นี่เองที่น่าจะเป็นช่วงเวลาในการตกผลึกของมูรินโญ่ที่อายุ 57 ปี ไม่ใช่กุนซือหนุ่มเหมือนตอนที่พาปอร์โต้คว้าแชมป์ยุโรปแล้ว

         นาทีนี้มูรินโญ่กล่าวว่ามันคงถึงเวลาที่จะบอกลาฉายา “สเปเชี่ยล วัน” และกลายเป็น “เอ็กซ์พีเรี่ยน วัน” กุนซือผู้มากด้วยประสบการณ์แทนแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าเขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น นิ่งขึ้น และคิดอ่านอย่างชาญฉลาดมากขึ้น ขณะที่ผลงานของสเปอร์ก็ดีขึ้นตามลำดับ

         ในอนาคตอันใกล้โฆเซ่ มูรินโญ่ก็คงจะวางมือจากการคุมทีม ซึ่งอาจจะเกิดหลังจากพาสเปอร์ประสบความสำเร็จ หรืออาจจะทำไม่ได้ก็ตาม แต่ชื่อเสียงและผลงานของกุนซือคนนี้จะไม่มีใครลืมความเป็น สเปเชี่ยล วัน แน่นอน

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ใครบอกว่าผมล้มเหลวกับ ปีศาจแดง

ปีศาจแดง

ปีศาจแดง ฌูแซ มารียู ดุช ซังตุช โมรีญู แฟลิช หรือ โชเซ มูรีนโย ปัจจุบันปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมทอตนัมฮอตสเปอร์ในพรีเมียร์ลีก เขากล่าวว่า “ตนไม่ได้ล้มเหลว ในตอนที่คุมทีม Manchester United” ก่อนหน้าที่เขาจะต้องมาเจอกับทีมเก่าในเกมพรีเมียร์ลีกที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมนี้

โดย มูรีนโย หรืออีกชื่อหนึ่งคือคาราบาวคัพในปัจจุบัน และแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกร่วมกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เข้ามาคุมทีม และในซีซั่นต่อมาเขาพาทีมจบอันดับที่ 2 ในลีก พร้อมกับเป็นรองแชมป์เอฟเอคัพก่อนที่จะโดนปลดออกจากตำแหน่ง

หลังฤดูกาลปี 2018-2019 ซึ่งมีบางคนมองว่าเขาล้มเหลวก็ ปีศาจแดง อย่างสิ้นเชิง

ปีศาจแดง

โดยโชเซ มูรีนโย ได้เผยถึงเรื่องนี้ไว้ว่าเอาไว้อยู่แล้วว่า “ผมคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะทำผลงานได้แบบนั้นผมไม่เคยมีปัญหากับสโมสรเลย บรรดาแฟนบอลต่างก็รู้ดีว่าผมทุ่มเทให้กับชีวิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมได้แชมป์กับทีมที่ดีที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ แชมป์ที่ผมไม่ได้ร่วมกับทีมเป็นแชมป์รายการที่ผมไม่มีทางคว้ามาครองได้อยู่แล้ว

ปีศาจแดง

ผมทุ่มเทสุดชีวิตให้กับสโมสรและทำงานแบบมืออาชีพอย่างเต็มที่เหมือนที่ผมทำอยู่เสมอ ภายในสโมสรแห่งนั้นผมมีเพื่อนหลายคน พวกเขาคือคนที่ผมพร้อมจะเป็นเพื่อนไปด้วยตลอดชีวิต คนที่ได้พบเจอในสโมสรต่างก็เป็นคนพิเศษ ผมมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับพวกเขา แต่ผมก็ต้องลืมความรู้สึกนั้นไปก่อนเวลา 90 นาที ในเวลา 90 นาทีที่ว่านั้น

ปีศาจแดง

พวกเขาอยากชนะและผมก็อยากชนะเหมือนกัน ฟุตบอลมันก็เป็นแบบนี้แหละ” ทั้งหมดเป็นคำพูดของโชเซ มูรีนโย โดยทั้งสองทีมจะได้เจอกันในโปรแกรมของการแข่งขันเร็ว ๆ นี้  ซึ่งแฟนตัวจริงของสโมสรทั้งสองทีมห้ามพลาดเด็ดขาด ทั้งหมดที่ได้เล่ามานั้น เป็นข่าวของการแข่งขันคู่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แฟนบอลลทุกคนห้ามพลาดเด็ดขาด กับโปรแกรมการแข่งขันนี้

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

ยูเว่นพลาดทดเวลาบาดเจ็บ หมาป่าควงนาโปลีเก็บชัย กัลโช่เซเรียอา

ยูเวนตุสพลาดโอกาสคว้าชัยในศึก กัลโช่เซเรียอา ไปอย่างน่าเสียดาย  หลังจากพลาดท่าออกไปโดนลาซิโอไล่ตีเสมอไปได้ 1-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ  ขณะที่โรม่าและนาโปลีต่างคว้าชัยไปได้ตามเป้าในเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

                ยูเว่ดูเหมือนจะฟาด 3 แต้มในเกมนี้ไปได้ไม่ยากเย็นนักเมื่อคริสเตียโน่ โรนัลโด้ซัลโวให้บุกไปนำ 1-0 ตั้งแต่ 15 นาทีแรกของเกม 

แต่ประตูโทนของสุภาพบุรุษลูกหนังทีมชาติโปรตุเกสก็ไม่เพียงพอที่จะให้แชมป์เก่า กัลโช่เซเรียอา คว้าชัยในเกมนี้ไปได้สำเร็จ 

กัลโช่เซเรียอา

หลังจากที่มีช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกไปถึง 5 นาที  และเฟลิเป้ ไคเซโด้ก็รับบทฮีโร่โซโล่แบ่งแต้มให้ลาซิโอไปได้อย่างแสบทรวง

                จากการทำได้เพียงแค่แต้มเดียวในเกมนี้ทำให้ยูเวนตุสพลาดโอกาสทองที่จะทำแต้มเข้าไปหายใจลดต้นคอจ่าฝูงกัลโช่เซเรียอาอย่างเอซี มิลานที่ถูกเวโรน่าบุกมาแบ่งแต้มถึงซานซีโร่ 2-2 ซึ่งในเกมนี้ต่างพลาดทำเข้าประตูตัวเองฝ่ายละลูก ก่อนที่ดาวยิงจอมเก๋าอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิชจะมาพังประตูตีเสมอให้ทีมปีศาจแดงดำรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปอย่างหืดจับ  ทำให้เอซีมิลานยังคงครองจ่าฝูงที่ 17 คะแนนจาก 7 นัดพร้อมสถิติไร้พ่ายเช่นเดียวกับยูเวนตุส แต่ว่าทีมแชมป์เก่ากัลโช่เซเรียอาเสมอไปเป็นเกมที่ 4 จาก 7 นัดแรกในฤดูกาลนี้พร้อมตามหลัง 4 แต้ม

กัลโช่เซเรียอา

                ขณะที่เฮนริค มคิทาร์ยานระเบิดฟอร์มเก่งจัดแฮตทริกให้โรม่าบุกไปรัวใส่เจนัว 3-1 ทำให้ทีมหมาป่าแห่งกรุงโรมยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์กัลโช่เซเรียอาซีซั่นนี้มี 14 คะแนนเท่ากับนาโปลี ซึ่งบุกไปเชือดโบโลญญ่า 1-0 จากประตูโทนของวิคตอร์ โอซิมเฮนในครึ่งแรก แต่อยู่ในอันดับ 4 จากการเป็นรองที่ลูกได้เสียเท่านั้นเอง

กัลโช่เซเรียอา

                ทางด้านอตาลันต้า  ซึ่งกลางสัปดาห์ถูกแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกอย่างลิเวอร์พูลบุกมาถล่มเละเทะในเกมรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  กลับมาทำศึกกัลโช่เซเรียอาก็ต้องเจองานช้างด้วยการต้อนรับการมาเยือนของยักษ์ใหญ่อย่างอินเตอร์ มิลาน  และสุดท้ายก็กินกันไม่ลงแบ่งแต้มกันไปด้วยสกอร์ 1-1

สรุปผลฟุตบอลกัลโช่เซเรียอาอิตาลีเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2563:

ลาซิโอ  เสมอ  ยูเวนตุส  1-1

อตาลันต้า  เสมอ  อินเตอร์ มิลาน  1-1

เจนัว  แพ้  โรม่า  1-3

โตริโน่  เสมอ  โครโตเน่  0-0

โบโลญญ่า  แพ้  นาโปลี  0-1

เอซี มิลาน  เสมอ  เวโรน่า  2-2

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์ นัดที่ 7 แมนยู พ่ายอาร์เซน่อล คาบ้านจากจุดโทษ 0-1

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์ เกมบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เจ้าบ้านแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังฟอร์มร้อนแรง พบกับ อาร์เซน่อล ที่ฟอร์มโดยรวมยังไม่ค่อยดี แข่งมา 6 นัด แพ้ไปถึง 3 นัด สำหรับผังการเล่น เจ้าบ้านมาในระบบ 4-3-1-2 ที่น่าจะเป็นสูตรอันลงตัวสำหรับทีมของโซลชา ส่วนอาเตต้า มาในระบบ  3-4-3

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์ เกมเริ่มมาเป็นอาร์เซน่อล ที่ได้ครองบอลมากกว่า

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์

          เกมเริ่มมาเป็นอาร์เซน่อล ที่ได้ครองบอลมากกว่า โดยใช้แท็กติกครองบอลและถ่ายบอลไปมา ไม่เสียบอลง่ายให้แมนยูได้โต้กลับ หากไม่ชัวร์ส่งคืนหลังและตั้งเกมขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็สามารถทำได้ เพราะแท็กติกของแมนยู ไม่เพรสซิ่งสูง แต่เน้นการป้องกันในแดน ส่วนเกมรุกของอาร์เซน่อล เมื่อเจาะแมนยูจะใช้การจ่ายเร็วที่น้อยจังหวะ ทำให้ได้เปิดบอลซ้าย ขวา จนเจ้าบ้านเกือบโดนยิงหลายหน

แมนยู พ่ายอาร์เซน่อล

          แท็กติกที่อาร์เซน่อล วางมาทำให้แมนยูไม่ได้บุกตลอดครึ่งเวลาแรก กล่าวคือ ทีมเยือนครองบอลไว้กับตัวเหนียวแน่นจนปีศาจแดงไม่มีจังหวะได้โต้กลับ ขณะที่จังหวะแมนยูได้บอล ผู้เล่นทีมเยือนจะเพรสซิ่งใส่ ตั้งแต่กกลางสนาม จนทำให้แนวรุกเจ้าบ้านไม่มีพื้นที่ในการวิ่งกระชากเพื่อทำเกมรุก

          ครึ่งหลังเกมยังทรงเดิม แต่อาร์เซน่อลเริ่มเจาะได้ยากขึ้น จนทีมปืนใหญ่ต้องจ่ายคืนหลังไปตั้งหลัก ส่วนแนวรุกแมนยู ก็มีจังหวะวิ่งเพรสกดดันบ้าง เพื่อให้ได้บอล

          จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่จังหวะจุดโทษ ซึ่งไม่น่าเสียฟาว์ลเพราะยังไม่ใช่พื้นที่อันตราย และแน่นอนว่า โอบาเมยัง ยิงไม่พลาด โดยเมื่ออาร์เซน่อลขึ้นนำ จึงเปลี่ยนแผนซื้อเกมรับทันที ซึ่งส่งผลกับเจ้าบ้านเต็มๆ ที่แต่เดิมก็เจาะไม่เข้าอยู่แล้ว อีกทั้งต้องมาเจอกับแผนรถบัสอีก

วิเคราะห์เกมพรีเมียร์

          โซลชาแก้เกมด้วยการส่ง คาวานี่ ลงมา ซึ่งเป็นการแก้เกมที่ถูกต้อง เพราะต้องอาศัยการโจมตีทางอากาศแล้ว ในเมื่อเจาะภาคพื้นดินไม่เข้า ขณะที่ตัวเปลี่ยนออกเป็นแนวรุกออกสองคนอย่าง บรูโน่ กับ กรีนวู้ด ที่เงียบมาเกือบทั้งเกม กูรูบางท่านกล่าวว่าทำไมไม่เอาป็อกบา ออก เพราะเล่นไม่ดี แถมทำเสียจุดโทษ แต่หากมองในอีกมุม ป็อกบาสามารถโยนยาวได้ดีกว่าบรูโน่ ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ากับแผนของโซลชามากกว่าในช่วงท้ายเกม

          บทสรุปเกมนี้ แท็กติกของอาเตต้า วางมาได้ดีแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามแผน ยังดีที่มีโชคจากป๊อกบา จึงสามารถคว้า 3 แต้ม ออกมาได้ ส่วนโซลชา แท็กติกไม่มีอะไรเหมือนเคย อาศัยรอเก็บกินความผิดพลาดของคู่แข่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าแท็กติกแบบนี้ย่อมเป็นที่มาของวงจรอุบาทก์ ที่แมนยูต้องเผชิญต่อไปอีกเรื่อย ๆ

ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้คุณไม่พลาดอย่างแน่นอน